Tether แซง Ether ขึ้นเป็นคริปโตอันดับ 2 ตามมูลค่าตลาด หลัง ETH ร่วงแตะ 1,500 ดอลลาร์
USDT ของ Tether กลายเป็นสินทรัพย์คริปโตที่มีมูลค่าตลาดใหญ่เป็นอันดับ 2 แซงหน้า Ether หลังราคา ETH ร่วงแตะระดับต่ำสุดของปี ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่านักลงทุนกำลังให้ความสำคัญกับ Stablecoin มากกว่าสินทรัพย์ที่มีความผันผวนในช่วงตลาดขาลง

USDT ของ Tether กลายเป็นสินทรัพย์คริปโตที่มีมูลค่าตลาดใหญ่เป็นอันดับ 2 แซงหน้า Ether หลังราคา ETH ร่วงแตะระดับต่ำสุดของปี ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่านักลงทุนกำลังให้ความสำคัญกับ Stablecoin มากกว่าสินทรัพย์ที่มีความผันผวนในช่วงตลาดขาลง
Tether (USDT) กลายเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าตลาด (Market Cap) ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก แซงหน้า Ether (ETH) หลังราคา ETH ปรับตัวลดลงอย่างหนักจนแตะระดับต่ำสุดของปีในวันศุกร์ที่ผ่านมา
ข้อมูลจาก TradingView ระบุว่า ราคา Ether ร่วงลง 5.2% ภายใน 24 ชั่วโมง เหลือเพียงประมาณ 1,510 ดอลลาร์ ส่งผลให้มูลค่าตลาดของ ETH ลดลงต่ำกว่า 185,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ USDT มีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นแตะ 186,000 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ Stablecoin รายใหญ่ของ Tether ก้าวขึ้นมาเป็นสินทรัพย์คริปโตอันดับสอง รองจาก Bitcoin
Andri Fauzan Adziima หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Bitrue Research Institute กล่าวว่า การที่ Stablecoin แซงหน้า Ether สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนในปัจจุบันเลือกถือสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพมากกว่าสินทรัพย์ที่มีความผันผวนอย่าง ETH
เขามองว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นสัญญาณว่าตลาดยังคงให้น้ำหนักกับการบริหารความเสี่ยง ท่ามกลางภาวะที่ราคาเหรียญคริปโตส่วนใหญ่ยังเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง
Stablecoin เติบโตสวนตลาด
การเติบโตของ USDT ยังสะท้อนภาพรวมของตลาด Stablecoin ที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน Stablecoin คิดเป็นเกือบ 15% ของมูลค่าตลาดคริปโตทั้งหมด
รายงานของ 21Shares ระบุว่า ในตลาดขาลงรอบก่อน อุปทาน Stablecoin เคยหดตัวมากกว่า 30% แต่ในรอบนี้กลับทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญว่าความต้องการใช้งาน Stablecoin ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรอบของตลาดอีกต่อไป แต่กลายเป็นหนึ่งในกรณีการใช้งานที่สำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมคริปโต
ด้าน Alvin Kan ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Bitget Wallet กล่าวว่า การที่ USDT แซง Ether ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Stablecoin ในระบบนิเวศคริปโต
เขาอธิบายว่า Stablecoin กำลังทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์สภาพคล่องหลักสำหรับการโยกย้ายเงินทุนทั้งเข้าสู่และออกจากตลาด โดยเฉพาะในช่วงที่ความผันผวนสูง พร้อมทั้งชี้ว่า Ether จำเป็นต้องสร้างประโยชน์ในการใช้งาน (Utility) และแรงขับเคลื่อนของระบบนิเวศให้แข็งแกร่งขึ้น หากต้องการรักษาสถานะในระยะยาว
ETH กลับสู่แนวรับสำคัญ ขณะที่ Ethereum เผชิญความท้าทายภายใน
ราคาของ Ether ล่าสุดกลับลงมาทดสอบแนวรับระยะยาว ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2023 และเดือนเมษายน 2025
นอกจากแรงกดดันด้านราคาแล้ว ระบบนิเวศของ Ethereum ยังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง หลังผู้บริหารระดับสูงและนักพัฒนาหลายคนทยอยลาออกจาก Ethereum Foundation รวมถึงมีการปรับลดพนักงานลงประมาณ 20%
อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวเชิงบวกก็เริ่มปรากฏขึ้น เมื่อทีมนักพัฒนาและนักวิจัยหลักของ Ethereum Foundation ได้ร่วมกันก่อตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไรแห่งใหม่ในชื่อ Ethlabs ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัทที่ถือครอง Ether รายใหญ่อย่าง BitMine และ SharpLink
นักลงทุนบางส่วนมองเป็นโอกาสเข้าซื้อ
แม้ภาพรวมของตลาดจะยังค่อนข้างอ่อนแอ แต่บริษัทที่มีนโยบายสะสม Ether กลับมองว่าการปรับฐานครั้งนี้เป็นโอกาสในการลงทุน
SharpLink ได้เข้าซื้อ Ether เพิ่มอีก 5,000 ETH เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา นับเป็นการซื้อครั้งแรกในรอบ 8 เดือน
ขณะที่ BitMine ซึ่งมี Tom Lee เป็นประธานบริษัท ยังคงเดินหน้าสะสม ETH อย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่งซื้อเพิ่มอีก 76,881 ETH ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
นอกจาก Ether แล้ว ตลาดยังเห็นการเปลี่ยนแปลงในอันดับมูลค่าตลาดของสินทรัพย์ดิจิทัลรายอื่นด้วย โดย USDC ของ Circle สามารถแซง XRP ขึ้นมาได้ หลังราคา XRP ปรับตัวลดลงใกล้ระดับ 1 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2024
ปัจจุบัน USDC มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 73,600 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ XRP ลดลงเหลือราว 64,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นว่ากระแสเงินทุนในตลาดคริปโตยังคงไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและมีสภาพคล่องสูงมากกว่าสินทรัพย์ที่มีความผันผวนในช่วงภาวะตลาดขาลง
อ้างอิง : Cointelegraph
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: การลงทุนมีความเสี่ยงสูง ดังนั้น ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อนการลงทุนทุกครั้ง
ข้อมูลในบทความนี้มีจุดประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น Cryptosiam ไม่รับประกันความสมบูรณ์ ความถูกต้อง หรือความน่าเชื่อถือของข้อมูลดังกล่าว และไม่มีสิ่งใดในบทความนี้ที่ควรใช้เป็นคำแนะนำหรือชักชวน ให้ซื้อหรือขายคริปโต รวมทั้งการประเมินใดๆ ไม่มีข้อความใดในบทความที่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย วิชาชีพ การลงทุน และ/หรือทางการเงิน และ/หรือคำนึงถึงความต้องการเฉพาะ และ/หรือข้อกำหนดของแต่ละบุคคล
Cryptosiam และบริษัทในเครือ ขอปฏิเสธความรับผิด หรือความรับผิดชอบทั้งหมดเกี่ยวกับเนื้อหาของบทความ และการดำเนินการใดๆ กับข้อมูลในบทความนั้น เป็นความเสี่ยงของผู้อ่าน และถือเป็นความเสี่ยงแต่เพียงผู้เดียว








