ข่าวคริปโตเคอเรนซี่

อุตสาหกรรมคริปโตจับตา MiCA 2.0 ยุโรปเตรียมปรับกฎ Stablecoin และ DeFi หวังเพิ่มความชัดเจนด้านกฎระเบียบ

อุตสาหกรรมคริปโตจับตา MiCA 2.0 ยุโรปเตรียมปรับกฎ Stablecoin และ DeFi หวังเพิ่มความชัดเจนด้านกฎระเบียบ

คณะกรรมาธิการของยุโรป เปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อเตรียมปรับปรุงกฎหมาย MiCA หรือ Markets in Crypto-Assets ซึ่งเป็นกรอบกำกับดูแลคริปโตของสหภาพยุโรป โดยกำลังผลักดัน Stablecoin, DeFi, Tokenization และ Prediction Markets ให้มีความชัดเจนมากยิ่้งขึ้น ภายใต้สิ่งที่หลายฝ่ายเรียกว่า “MiCA 2.0”

สหภาพยุโรป (EU) กำลังก้าวเข้าสู่การปรับปรุงกฎหมายคริปโตรอบใหม่ หลังจากคณะกรรมาธิการยุโรปเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคอุตสาหกรรมและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการปรับปรุงกรอบกฎหมาย Markets in Crypto-Assets (MiCA) ซึ่งเริ่มบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบเมื่อปลายปี 2024

แม้ MiCA จะได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในกรอบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลที่ครอบคลุมที่สุดในโลก แต่การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมคริปโตทำให้หลายฝ่ายมองว่ากฎหมายฉบับปัจจุบันยังมีช่องว่างสำคัญ โดยเฉพาะในด้าน Stablecoin, DeFi และตลาด Prediction Markets

MiCA วางรากฐานให้ยุโรปเป็นผู้นำด้านกฎระเบียบคริปโต

Katie Harries ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายในยุโรปของ Coinbase ระบุว่า MiCA ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ยุโรปกลายเป็นหนึ่งในภูมิภาคแรกของโลกที่มีกรอบกำกับดูแลคริปโตแบบรวมศูนย์ครอบคลุมทั้งกลุ่มประเทศสมาชิก

กฎหมายดังกล่าวช่วยสร้างมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งสหภาพยุโรป เพิ่มความคุ้มครองให้ผู้บริโภค และมอบความชัดเจนทางกฎหมายแก่ธุรกิจที่ต้องการดำเนินงานด้านสินทรัพย์ดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการบังคับใช้จริงในปี 2025 หน่วยงานกำกับดูแลเริ่มมองเห็นประเด็นที่ต้องปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อรองรับการพัฒนาในระยะถัดไป

การรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ "MiCA 2.0" ซึ่งอาจกลายเป็นกฎหมายคริปโตยุคใหม่ของยุโรปในอนาคต

Stablecoin กลายเป็นประเด็นร้อนที่สุดของ MiCA 2.0

หนึ่งในหัวข้อที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือการกำกับดูแล Stablecoin ซึ่ง Catarina Veloso ผู้อำนวยการฝ่ายกำกับดูแลและการปฏิบัติตามกฎระเบียบของ Notabene มองว่าเป็นส่วนที่มีความละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับนโยบายการเงินโดยตรง

ประเด็นสำคัญคือหน่วยงานกำกับดูแลยังต้องตัดสินใจว่า Stablecoin ควรถูกมองเป็นเพียงสินทรัพย์สำหรับการซื้อขายคริปโต หรือเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินรูปแบบใหม่

หาก Stablecoin ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มระบบการชำระเงิน ความสำคัญของการบริหารเงินสำรอง สภาพคล่อง การไถ่ถอน และการกำกับดูแลความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

Coinbase เสนอให้ MiCA 2.0 ปรับกฎบางส่วนเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของ Stablecoin ที่อ้างอิงสกุลเงินยูโร โดยเฉพาะการเปิดทางให้ผู้ออก Stablecoin สามารถถือสินทรัพย์ภาครัฐคุณภาพสูงเป็นเงินสำรองได้มากขึ้น

อีกประเด็นที่ถูกถกเถียงคือข้อห้ามปัจจุบันที่ไม่อนุญาตให้ผู้ออก Stablecoin จ่ายดอกเบี้ยแก่ผู้ถือเหรียญ

Veloso มองว่ากฎดังกล่าวอาจทำให้ Stablecoin ที่อ้างอิงเงินยูโรเสียเปรียบเมื่อเทียบกับ Stablecoin สกุลเงินอื่น และอาจผลักดันให้ผู้ใช้งานหันไปใช้ผลิตภัณฑ์นอกระบบกำกับดูแลแทน

ด้าน Coinbase เสนอให้อนุญาตรูปแบบสิทธิประโยชน์อื่น เช่น Cashback หรือโปรแกรมสะสมแต้ม ซึ่งเป็นกลไกที่ได้รับความนิยมในอุตสาหกรรมการชำระเงินแบบดั้งเดิม

DeFi เตรียมถูกดึงเข้าสู่การกำกับดูแล

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการกำหนดกรอบกฎหมายสำหรับ DeFi ซึ่งในปัจจุบันยังอยู่นอกขอบเขตของ MiCA

ความท้าทายสำคัญคือการนิยามคำว่า “กระจายศูนย์อย่างแท้จริง” เนื่องจากโปรโตคอล DeFi ส่วนใหญ่ยังมีทีมพัฒนา กลไกกำกับดูแล หรือผู้ดูแลระบบที่สามารถมีอิทธิพลต่อการทำงานของแพลตฟอร์มได้

หน่วยงานกำกับดูแลของยุโรปจึงกำลังพิจารณาว่าควรใช้เกณฑ์ใดในการประเมินระดับความเป็น Decentralized ของแต่ละโปรเจกต์ เช่น

  • สิทธิในการควบคุมโปรโตคอล
  • สิทธิการโหวตด้าน Governance
  • การถือครอง Admin Keys
  • การควบคุม Front-end ของระบบ
  • สิทธิในการอัปเกรดโปรโตคอล
  • ความสามารถในการแทรกแซงผลลัพธ์ของระบบ

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายบางส่วนยังเสนอว่า ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล (CASPs) อาจต้องมีหน้าที่ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์ม DeFi ก่อนเปิดให้ลูกค้าเข้าถึงบริการ

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปยังพิจารณาความเป็นไปได้ในการสร้างระบบรับรองมาตรฐานสำหรับแพลตฟอร์ม DeFi ในอนาคตอีกด้วย

Prediction Markets อาจเผชิญกฎใหม่

ตลาด Prediction Markets ซึ่งเปิดให้นักลงทุนสามารถเดิมพันผลลัพธ์ของเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น การเลือกตั้ง การเมือง หรือเศรษฐกิจ กำลังกลายเป็นอีกหัวข้อสำคัญในการหารือ

ปัจจุบันประเทศสมาชิกบางแห่งของสหภาพยุโรปยังห้ามให้บริการ Prediction Markets ขณะที่บางประเทศยังไม่มีกรอบกฎหมายที่ชัดเจน

คณะกรรมาธิการยุโรปจึงกำลังศึกษาว่า Prediction Markets ควรถูกกำกับภายใต้ MiCA หรือควรอยู่ภายใต้กฎหมายตลาดการเงินแบบดั้งเดิม (MiFID) แทน

เนื่องจากลักษณะของผลิตภัณฑ์บางประเภทอาจมีความเกี่ยวข้องทั้งกับการลงทุน การพนัน และสินทรัพย์ดิจิทัลพร้อมกัน

MiCA 2.0 อาจใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะเกิดขึ้นจริง

แม้ช่วงเปิดรับฟังความคิดเห็นจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมองว่ากระบวนการแก้ไขกฎหมายของสหภาพยุโรปยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี

Miroslav Đurić จากบริษัทกฎหมาย Taylor Wessing คาดว่าด้วยความซับซ้อนของประเด็นต่าง ๆ ที่กำลังถูกพิจารณา มีโอกาสน้อยมากที่จะเห็นข้อเสนอทางกฎหมายฉบับสมบูรณ์ได้รับการอนุมัติก่อนปี 2028

อย่างไรก็ตาม การหารือในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่ายุโรปกำลังเตรียมวางรากฐานสำหรับยุคถัดไปของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมและการบริหารความเสี่ยง ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการกำกับดูแลคริปโตทั่วโลกในอนาคต

อ้างอิง : Cointelegraph

ติดตาม CryptoSiam
เพื่อให้ไม่พลาด ทุกข่าวสาร วงการคริปโต

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: การลงทุนมีความเสี่ยงสูง ดังนั้น ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อนการลงทุนทุกครั้ง

ข้อมูลในบทความนี้มีจุดประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น Cryptosiam ไม่รับประกันความสมบูรณ์ ความถูกต้อง หรือความน่าเชื่อถือของข้อมูลดังกล่าว และไม่มีสิ่งใดในบทความนี้ที่ควรใช้เป็นคำแนะนำหรือชักชวน ให้ซื้อหรือขายคริปโต รวมทั้งการประเมินใดๆ ไม่มีข้อความใดในบทความที่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย วิชาชีพ การลงทุน และ/หรือทางการเงิน และ/หรือคำนึงถึงความต้องการเฉพาะ และ/หรือข้อกำหนดของแต่ละบุคคล

Cryptosiam และบริษัทในเครือ ขอปฏิเสธความรับผิด หรือความรับผิดชอบทั้งหมดเกี่ยวกับเนื้อหาของบทความ และการดำเนินการใดๆ กับข้อมูลในบทความนั้น เป็นความเสี่ยงของผู้อ่าน และถือเป็นความเสี่ยงแต่เพียงผู้เดียว

บทความที่เกี่ยวข้อง

อุตสาหกรรมคริปโตจับตา MiCA 2.0 ยุโรปเตรียมปรับกฎ Stablecoin และ DeFi หวังเพิ่มความชัดเจนด้านกฎระเบียบ
Bitcoin จ่อทดสอบจุดต่ำสุดใหม่ของปี 2026 แต่ข้อมูลตลาดชี้แรงขายอาจใกล้หมดรอบ
Ether เสี่ยงเผชิญแรงขายระลอกใหม่ หลังราคา ETH ยังไม่สามารถฝ่าแนวต้าน 1,700 ดอลลาร์ได้
Bitcoin เสี่ยงหลุด 60,000 ดอลลาร์ หลังราคาเริ่มแยกทางหุ้นเทค ขณะที่เม็ดเงินไหลเข้าสู่ AI