นับตั้งแต่ทาง Microstrategy ทำการซื้อ Bitcoin เป็นจำนวน 21,454 BTC เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา นั่นก็ส่งผลให้ทางองค์กรสามารถเก็งกำไรได้ถึง 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในระยะเวลาเพียงสองเดือน ซึ่งทางบริษัทก็ไม่รอช้า และได้ตัดสินใจลงทุนใน Bitcoin เป็นครั้งที่ 2 เมื่อเดือนกันยายนด้วยจำนวนเงินอีก 175 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

Michael Saylor CEO แห่ง Microstrategy กล่าวว่าบริษัทจะถือครอง Bitcoin ต่อไปอีก 100 ปีข้างหน้า และไม่มีแผนที่จะขายสกุลเงินดิจิทัลดังกล่าวอย่างแน่นอน

ผลสำเร็จในครั้งนี้ไม่ได้มาเพราะโชคด้วย

Michael Saylor ได้ให้สัมภาษณ์กับ Raoul Pal ซึ่งเป็น CEO แห่ง Real Vision เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา โดย Saylor ยืนยันว่ากลยุทธ์การลุงทุนด้วย BTC ของเขานั้นเป็นผลมาจากการวางแผน และสนทนาร่วมกับทางคณะกรรมการ, นักลงทุน, ผู้ตรวจสอบบัญชี (Auditor) และผู้บริหารของบอร์ดบริษัทซอฟต์แวร์ Business Intelligence

Saylor เปิดเผยว่าก่อนหน้านี้ Microstrategy กำลังมองหาสินทรัพย์ที่สามารถทำหน้าที่เป็นหลุมหลบภัย หรือเป็นที่จัดเก็บความมั่งคั่งในระยะยาว หลังจากได้รับการอนุมัติจากองค์กรเพื่อปรับปรุงโครงสร้างทรัพย์สินให้ตอบสนองกับสถาการณ์เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนจาก COVID-19

สร้างหนทางที่ยังยืนสำหรับศตวรรษหน้า

CEO แห่ง Microstrategy ได้ระบุไว้ว่า Bitcoin เป็นเพียงสินทรัพย์ประเภทเดียวที่มีความแข็งแกร่ง และสามารถยืนหยัดได้อย่างมั่งคงไปในอีก 100 ปีข้างหน้าได้ โดยเขาได้ให้เหตุผลว่าสินทรัพย์ประเภทอื่นที่เขาได้ค้นพบทั้งหมดนั้นล้วนเสี่ยงต่อการถูกเก็บภาษี และค่าธรรมเนียม หรือไม่ก็ถูกควบคุมโดยรัฐบาล หรือบริษัทอื่นมากจนเกินไป

Saylor กล่าวขณะให้สัมภาษณ์ว่า

“การกระทำที่เกิดขึ้น (การซื้อ Bitcoin ของ Microstrategy) ไม่ใช่การเก็งกำไร หรือการป้องกันความเสี่ยง แต่เป็นกลยุทธ์ขององค์กรที่มีเจตนาในการอุ้มชูมาตรฐานของ Bitcoin”

นอกจากนี้ Saylor เองวิจารณ์สกุลเงินดิจิทัลชนิดอื่น ๆ ด้วยเช่นเดียวกัน โดยเขาอ้างว่าในตอนนี้ ขณะที่ Bitcoin ได้พัฒนาระบบเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ทาง Ethereum ยังคงดำเนินการในด้านสถาปัตยกรรมระบบไม่เสร็จ นั่นจึงทำให้ “คำตอบ” ของเขานั้นชัดเจนเป็นอย่างมาก เขากล่าวว่า “เหมือนกับว่าตลาดหลักทรัพย์กำลังตะโกนบอกคุณว่าเงิน BTC นั้นแหละคือผู้ชนะ!”

เหล่าสถาบันต่าง ๆ หันมาสนใจ Bitcoin อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ในขณะที่ Microstrategy กำลังพอใจกับการตัดสินลงในทุน Bitcoin อย่างไม่ลังเล เนื่องจาก Crypto ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในปีนี้ แต่พวกเขาก็ไม่ได้เป็นเพียงบริษัทเดียวที่เฉลิมฉลองกับเรื่องดังกล่าว

แน่นอนว่าบริษัท Grayscale Investments ผู้ทำให้เกิดกระแส Bitcoin FOMO (กระแสที่ผู้คนกลัวว่าตนเองจะพลาด ทำให้ลงทุนไม่ทันกับราคา Bitcoin ที่พุ่งสูงขึ้น) ท่ามกลางองค์กรต่าง ๆ ที่ยังคงกลัวที่จะร่วมลงทุนไปกับ BTC เนื่องจาก CEO Barry Silbert ได้ออกมาประกาศมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนทุกประเภท (AUM) จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลหลังจากวันที่ได้มีการประกาศไปในอาทิตย์นี้ ด้วยสาเหตุราคา BTC พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดใหม่ในปีนี้

*หมายเหตุ: ราคา Bitcoin ณ ที่ขณะที่เขียนบทความนี้ อยู่ที่ 12,933.05 ดอลลาร์สหรัฐ