แม้ว่าสาธารณรัฐเอสโตเนียได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่เป็นมิตรกับ Crypto มากที่สุดในสหภาพยุโรปก็ตาม แต่ทว่าทางรัฐบาลกลับใช้ยาแรงในการเพิกถอนใบอนุญาตคืนจากบริษัท Crypto ไปแล้วทั้งสิ้นกว่า 1,000 แห่งในปี 2020

ตามการรายงานข่าวจาก Postimees สำนักข่าวท้องถิ่นแห่งดินแดนที่มีสังคมดิจิทัลล้ำสมัยที่สุด ระบุว่าหน่วยงานข่าวกรองทางการเงินแห่งเอสโตเนีย (Estonia’s Financial Intelligence Unit - FIU) ได้ทำการยึดใบอนุญาตคืนจากบริษัทสกุลเงินเสมือนภายในประเทศรวมทั้งหมดประมาณ 70% ในปีนี้ โดยคิดเป็น 2 ใน 3 ของจำนวนบริษัททั้งหมด

Veiko Taliรองเลขธิการคณะกรรมการสำนักงานป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน กล่าวว่า สำหรับบริษัท Crypto ที่เหลือผู้ซึ่งสามารถรักษาใบอนุญาตไว้ได้นั้น ทางหน่วยงานรัฐบาลจะคอย “จับตาดูความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด” เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น

“รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องติดตามพัฒนาการด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ และการจัดการความเสี่ยงในการฟอกเงิน”

สำนักข่าวยังได้ระบุเพิ่มเติมว่าภายหลังจากเกิดการเพิกถอนสิทธิการถือใบอนุญาตขึ้นก็ทำให้พบว่ามีบริษัทให้บริการด้าน Crypto เหลือเพียง 400 แห่งในสาธารณรัฐเอสโตเนียเท่านั้นที่ยังคงรักษาใบอนุญาตเหล่านั้นไว้ได้ โดยหน่วยงานตรวจสอบด้านการเงินได้รายงานว่าจำนวนบริษัท Crypto ที่ดำเนินการอยู่ภายในประเทศเมื่อปีที่แล้วมีจำนวนทั้งหมดกว่า 900 แห่ง

การกระทำข้างต้นของหน่วยงานตรวจสอบทางการเงินถูก Madis Reimand หัวหน้าหน่วยงานข่าวกรองทางการเงินแห่งเอสโตเนียตั้งชื่อให้ว่า “ขั้นตอนแรกของการจัดระเบียบตลาดการเงิน”

ย้อนกลับไปในปี 2017 สาธารณรัฐเอสโตเนียถูกมองว่าเป็นประเทศผู้บุกเบิก Crypto ที่มีกฎหมายหลายฉบับร่างขึ้นมาเพื่อช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยน และเสนอขายเหรียญในระยะแรก (ICOs) แต่ทว่าภาพรวมด้านกฎระเบียบในเอสโตเนียได้เริ่มเปลี่ยนไปนับตั้งแต่นั้นมา และได้เกิดการล้ำเส้นข้อกำหนดทางกฎหมายด้านการทำ Know Your Customer (KYC) ของสหภาพยุโรปขึ้นเมื่อปี 2019 ทำให้บริษัท Crypto หลายแห่งที่ได้รับใบอนุญาตเกิดความยากลำบากในการปฏิบัตตามกฎระเบียบข้อบังคับของทางรัฐบาล

ประโยชน์ของประชาชนต้องมาก่อน

การออกมาระงับ และจำกัดสิทธิ์ในการดำเนินธุรกิจของเหล่าบริษัทด้าน Crypto ในครั้งนี้ของทางสาธารณรัฐเอสโตเนีย ถือเป็นการตอกย้ำการรักษาสิทธิประโยนช์อันสูงสุดของเหล่าประชาชน ดังที่ทาง CryptoSiam เคยรายงานถึงการวิจัยด้านสกุลเงินดิจิทัลของประเทศดังกล่าวที่เป็นไปเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของผู้คนในประเทศเช่นเดียวกัน