People’s Bank of China (PBoC) ธนาคารกลางสายเลือดมังกรให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเดิมพันทางภูมิรัฐศาสตร์ ในการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางแห่งประเทศจีน หรือ CBDC

โดยบทความที่ตีพิมพ์ใน China Finance นิตยสารซึ่งดำเนินการโดย PBoC ฉบับสุดระบุว่า ปักกิ่งควร “เร่งการพัฒนา CBDC เพื่อที่จะเป็นผู้บุกเบิก” ในการแข่งขันระดับโลกสำหรับการออกสกุลเงินดิจิทัลที่สามารถใช้แทนเงินสดได้

บทความดังกล่าวยังระบุอีกว่า ประเทศจีนสามารถที่จะกอบโกยผลประโยชน์จากการเป็นผู้นำรายแรกในเวทีของสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งเป็น "สมรภูมิแห่งใหม่" ของการแข่งขันระหว่างรัฐ

เวทีที่จะเปลี่ยนแปลงกระแสหลักได้เกิดขึ้นแล้ว

บทความดังกล่าวยืนยันว่า CBDC จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่อสถานะทางภูมิรัฐศาสตร์ในเวทีการเงินระหว่างประเทศ และถือเป็นโอกาสอันดีในการทำลายเสาหลักของสกุลเงินทั่วโลกอย่าง ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากดอลลาร์นั้นมีอิธิพลเหนือสกุลเงินอื่น โดยทางการแดนมังกรเล็งเห็นถึงช่องทางที่จะทำให้เงินหยวนมีความเป็นสากลมากขึ้น

นอกจากนี้การได้รับ Feedback ที่เกี่ยวข้องกับการออกสกุลเงินดิจิทัลของ PBoC นั้น จะเป็นประโยชน์ต่อนโยบายการเงินของประเทศจีน ซึ่งสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ การเปลี่ยนแปลงหลังจากการผลิกโฉมภูมิทัศน์ครั้งใหญ่ที่เต็มไปด้วยความท้าทายทางเศรษฐกิจ

บทความดังกล่าวระบุว่า ในช่วงสิ้นเดือนเมษายน 2020 หน่วยวิจัยของ PBoC ได้ยื่นคำขอสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลกว่า 130 รายการ ซึ่งจะครอบคลุมถึง การจำหน่าย การนำสกุลเงินดิจิทัลไปใช้ รวมไปถึงปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด

มังกรพร้อมรบอยู่เสมอ

หน่วยวิจัยของธนาคารกลางก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 2015 และโครงการนี้ได้ดำเนินงานอย่างรวดเร็วในปี 2020 ในเรื่องของการทดสอบกระเป๋าเงินสำหรับสกุลเงินดิจิทัล การทดสอบนั้นอยู่ระหว่างดำเนินการโดยธนาคารพาณิชย์ที่บริหารงานโดยรัฐบาลจีน

ในเดือนสิงหาคม ปักกิ่งได้ประกาศทดลองใช้เงินหยวนดิจิทัลในเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง กวางโจว และฮ่องกง ซึ่งจะมีผลต่อประชากรนับ 400 ล้านคน หรือประมาณ 29% ของประชากรทั้งหมดในประเทศจีน

PBoC ยังวางแผนที่จะใช้เงินหยวนดิจิทัลในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2022 นี้ โดยผู้บริหารระดับสูได้ระบุเพิ่มเติมว่า สกุลเงินดิจิทัลจะถูกจัดให้เป็น “สกุลเงินหลัก” ซึ่งจัดอยู่ในประเภท M0 และด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเงินสด

การแข่งขันยังดำเนินต่อไป

นอกเหนือจากการแข่งขันด้านสกุลเงินดิจิทัลแล้ว ทั้งจีนและสหรัฐอเมริกา ต่างให้ความสำคัญกับการวิจัย และพัฒนา Blockchain โดยทาง Cryptosiam ได้รายงานไปก่อนหน้านี้แล้วว่าถึงแม้ว่าบริษัทอาลีบาบาของจีนจะยื่นจดสิทธิบัตรมากที่สุดในปีนี้ แต่ปัจจุบันสหรัฐฯก็เป็นผู้นำในฐานะประเทศที่มีสิทธิบัตรด้าน Blockchain มากที่สุดเช่นกัน