ธนาคารของจีนได้เริ่มนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้กับการออกตราสารหนี้แล้ว โดยล่าสุดมีรายงานออกมาว่าธนาคาร China Construction Bank (CCB) ได้ร่วมมือกับ Fusang บริษัทแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อการออกตราสารหนี้มูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์ผ่าน Blockchain

ธนาคารใช้ Blockchain มากขึ้น

อ้างอิงจากรายงานของ South China Morning Post ในประเทศมาเลเซียมีการออกตราสารหนี้โดยทำให้อยู่ในรูปแบบของโทเค็น (Tokenized Bond) ผ่านทางธนาคารของประเทศซึ่งก็คือธนาคาร Labuan

นอกจากนี้แล้วหลักทรัพย์ดิจิทัลจะสามารถแลกเปลี่ยนเป็น Bitcoin ก็ได้ซึ่งโดยสามารถดำเนินการแลกเปลี่ยนได้ที่ Exchange ด้านคริปโตซึ่งก็คือ Fusang รวมถึงสามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ได้เช่นกัน

หากการดำเนินการดังกล่าวนี้ประสบความสำเร็จ Fusang ก็จะร่วมทำงานกับธนาคารจีนที่เรียกว่าเป็น “Big Four” ของประเทศในการออกใบรับรองสกุลเงินอื่น ๆ รวมถึงเงินหยวน

ธนาคาร  China Construction Bank (CCB) ซึ่งเป็นธนาคารที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกหากดูจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดก็ได้เข้ามาสู่โลกของ Blockchain โดยรายงานเปิดเผยว่าธนาคารมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับตัวกลางทางการเงิน นอกจากนี้ยังได้ทำการเสนอขายตราสารหนี้ในมูลค่าที่ต่ำกว่าเพื่อให้นักลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงได้

พันธบัตรดังกล่าวคือตราสารหนี้ที่ซื้อขายได้ซึ่งออกโดยรัฐบาลหรือบริษัทเพื่อรองรับภาระการใช้จ่ายซึ่งพันธบัตรจีนมักซื้อขายกันในราคาหลายหมื่นหยวน (มูลมากกว่า 12,064 บาท) เพื่อให้นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนมืออาชีพสามารถเข้าถึงได้เป็นหลัก

ธนาคารตั้งเป้าหมายที่จะลดอุปสรรคในการเข้าถึงพันธบัตรนี้โดยการออกใบรับรองในราคาขั้นต่ำ $100 และจะให้ผลตอบแทนประมาณ 0.75% เมื่อครบกำหนดซึ่งสูงกว่าดอกเบี้ยเฉลี่ย 0.25% ต่อปีที่ธนาคารอื่น ๆ ตามรายงานระบุ

ความเคลื่อนไหวในไทย

ในประเทศไทยธนาคารกสิกรก็มีการเสนอขายและออกหุ้นกู้สกุลเงินยูโรโดยนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ซึ่งกสิกรไทยถือเป็นธนาคารแรกที่ตัดสินใจนำ Blockchain มาใช้กับตลาดตราสารเช่นนี้

นอกจากนี้ยังมีบริษัท โตโยต้าลีสซิ่ง ประเทศไทย จำกัด เป็นบริษัทเอกชนรายแรกที่ออกและเสนอขายหุ้นกู้ด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ด้วย โดยทั้งกสิกรไทยและบริษัทโตโยต้าลีสซิ่งได้นำ Blockchain ตามโครงการทดสอบและพัฒนานวัตกรรมเพื่อสนับสนุนการให้บริการเกี่ยวกับตลาดทุน หรือ Sandbox ของสำนักงาน ก.ล.ต.