ทิศทาง NFT ไทยในมุมมองประธานกรรมการบริษัท บิทคับ

คุณต้น สกลกรย์ สระกวี ประธานกรรมการบริษัท บิทคับ จะมีมุมมองต่อทิศทาง NFT ในไทยว่าอย่างไรบ้าง

ทิศทาง NFT ไทยในมุมมองของซีอีโอ Bitkub

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปี 2021 นี้ได้กลายเป็นปีทองของวงการคริปโตเคอเรนซีไปแล้ว ซึ่ง NFT ก็ติดโผสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผู้คนให้ความสนใจมากที่สุด มาดูกันเลยดีกว่าว่า คุณต้น สกลกรย์ สระกวี ประธานกรรมการบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด มีความคิดเห็นต่ออุตสาหกรรม NFT ไทยอย่างไรบ้าง

Table of Contents

Bitkub หวังเปลี่ยนมุมมองคนไทยที่มีต่อ NFT

ทิศทาง NFT ไทยในมุมมองของซีอีโอ Bitkub

กระแส NFT ที่มาแรงจนฉุดไม่อยู่ได้ทำให้ Bitkub ไม่พลาดที่จะขยายธุรกิจในการเปิดให้บริการแพลตฟอร์ม NFT Official Store หรือตลาดรวมผลงาน NFT ในรูปแบบ Primary Market หรือ ตลาดที่ให้ศิลปินเปิดขายผลงานแก่นักสะสมเป็นเจ้าแรกในไทย ทั้งนี้คุณต้นก็ได้ออกมาพูดถึงประเด็นที่น่าสนใจว่า

“NFT จะสามารถสร้างธุรกิจในลักษณะใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อนให้เกิดขึ้นได้”

โดยบริษัทวางแผนที่จะสร้างสังคม Social Collectible ในเมืองไทย ผ่านการส่งเสริมให้ผู้คนนำ NFT ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ไม่ว่าจะเป็นในด้านการดำเนินธุรกิจ หรือ การนำไปใช้เพื่อพัฒนาคอมมิวนิตีต่าง ๆ เป็นต้น อย่างไรก็ตามคุณต้นระบุว่าแม้ปัจจุบันคนส่วนใหญ่จะยังคงมองว่าสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเพียงแค่สิ่งที่ใช้เพื่อเก็งกำไรเท่านั้น แต่ทว่าทางบริษัทก็ยังไม่ละความพยายามที่จะสร้างคุณค่าให้กับ NFT เพื่อเปลี่ยนความคิดของผู้คนที่มีต่อสินทรัพย์ประเภทนี้ให้ได้ในที่สุด จะเห็นได้จากโปรเจกต์ล่าสุดที่ Bitkub ได้จับมือร่วมกับอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเพลง, เกม หรือ กีฬา เป็นต้น

Bitkub มองว่าวงการบันเทิงชักจูงใจคนได้ง่ายที่สุด

ทิศทาง NFT ไทยในมุมมองของซีอีโอ Bitkub

สาเหตุที่ทำให้ Bitkub ให้ความสำคัญกับวงการบันเทิงในประเทศไทยเป็นหลักนั้น คุณต้นได้ให้เหตุผลว่า ตลาด Entertainment นั้นง่ายต่อการเข้าถึง และ ยังสามารถชักจูงให้ผู้คนเข้ามาในวงการได้ง่ายที่สุด ดังนั้นการร่วมมือกับองค์กรใหญ่ ๆ เช่น GMM Grammy จึงนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นแรกที่ทำให้ทุกคนตระหนักถึงคุณค่าของ NFT มากขึ้น ไม่ใช่แค่การนำไปขายเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ Bitkub ยังได้วางแผนที่จะดึงตัวบรรดาดารา ศิลปิน มาร่วมออกผลงานคอลเลกชันพิเศษที่อาจจะมีเพียงชิ้นเดียวในโลก หรือ สามารถนำไปแลกรับเป็นของรางวัลได้ในอนาคต ในการกระตุ้นให้แฟนคลับของศิลปินเหล่านั้นเข้ามาสะสม NFT ด้วยความต้องการที่แท้จริง ไม่ใช่การลงทุนเพื่อเก็งกำไร

คุณต้นยังได้เน้นย้ำถึงมุมมองของเขาเพิ่มเติม ว่า

“ทาง Bitkub อยากจะหาวิธีที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าของสินทรัพย์เหล่านี้ได้อย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันการปั่นราคา แน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากจะเห็นธุรกิจนี้เป็นเพียงแค่เก้าอี้ดนตรีที่พอหมดค่า ก็ไม่มีใครมาเล่น แล้วทุกอย่างก็จบลง”

Bitkub เล็งสร้างรากฐาน NFT ไทยให้แข็งแกร่ง

เมื่อกล่าวถึงทิศทางแผนการพัฒนา และ การส่งเสริมวงการ NFT ไทยให้ไปสู่ตลาดโลกในอนาคต คุณต้นก็ได้ออกมายอมรับว่าในขณะนี้ด้วยอุปสรรคทางด้านกฎระเบียบล่าสุดจากทางก.ล.ต. จึงทำให้ทาง Bitkub ยังไม่สามารถดำเนินการพัฒนาอะไรได้มากนัก เนื่องจากบางอย่างก็อยู่เหนือการควบคุม ส่งผลให้บริษัทจึงอยากจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาแพลตฟอร์ม และ ธุรกิจในประเทศให้แข็งแรงเสียก่อน ซึ่งก็คือการพยายามสร้างสังคม Social Collectible ที่ชาวไทยจะสามารถใช้งาน, สะสม และ นำผลงานออกมาโชว์ได้อย่างอิสระ

นอกจากนี้คุณต้นยังได้กล่าวเสริมว่าทางบริษัทได้เตรียมที่จะเข้าดิสรัปต์วงการอื่น ๆ เพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมากในอนาคต ไม่ใช่แค่ในแง่ของธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีแผนที่จะนำศิลปะ และ วัฒนธรรมไทยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมคริปโตในประเทศให้ก้าวไกลไปสู่ระดับโลกได้อีกด้วย ทั้งนี้ทางบริษัทยังคงอยู่ในขั้นตอนการเจรจาหารือถึงความเป็นไปได้ที่จะทำให้โปรเจกต์เหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง

Bitkub Academy พร้อมส่งเสริมให้เกิดการลงทุนที่ปลอดภัย

การออกมาสนับสนุน และ มอบความรู้ให้กับนักลงทุน หรือ ผู้ที่สนใจจะนำ NFT มาใช้ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ทางบริษัทนั้นให้ความสำคัญ ซึ่งคุณต้นมองว่าปัจจุบันมีชาวไทยจำนวนไม่น้อยที่เข้าไปลงทุนในตลาด NFT ของต่างประเทศ บางรายอาจขาดความรู้ ความเข้าใจ ส่งผลให้พวกเขาเจอเข้ากับปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ดังนั้นทางองค์กรจึงได้จัดตั้งโรงเรียนในชื่อ Bitkub Academy ที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความรู้ตั้งแต่ระดับพื้นฐาน ไปจนถึงระดับมืออาชีพให้กับผู้ที่สนใจสามารถลงทุนกับสินทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย นับว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะสามารถดึงความสนใจของชาวไทยให้หันมาใช้แพลตฟอร์มในประเทศมากขึ้นได้เช่นเดียวกัน โดยคุณต้นได้แสดงความคิดเห็นถึงประเด็นดังกล่าวว่าการมอบความรู้ให้กับคนไทยนั้นจะช่วยให้พวกเขามีอนาคตที่ดีขึ้นได้

รู้จักคุณต้นให้มากขึ้น

ทิศทาง NFT ไทยในมุมมองของซีอีโอ Bitkub

ในวงการคริปโตเคอเรนซีนั้นจะรู้จักคุณต้น สกลกรย์ สระกวี ในฐานะนักเทรดชื่อดังที่ก่อตั้งกลุ่ม Bitcoin Thai Club โดยก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งในฐานะอดีตซีอีโอแห่ง Garena Thailand ที่ได้ฝากผลงานผ่านการให้บริการเกมชื่อดังจำนวนมาก เช่น RoV, LoL, Fifa Online และ อื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งคุณต้นได้เคยกล่าวผ่านการให้สัมภาษณ์กับ Youtuber รายหนึ่งถึงการผันตัวจากอุตสาหกรรมเกมมาเป็นอุตสาหกรรมคริปโตว่าในช่วงปี 2013 – 2014 นั้นเป็นยุคเปลี่ยนถ่ายในอุตสาหกรรมเกม บริษัทใหญ่ ๆ เริ่มเข้ามาลงทุนมากขึ้น ทำให้ผู้บริหารรายนี้เริ่มมองหาโอกาสในการเติบโตครั้งใหม่ จึงทำให้คุณต้นได้มารู้จักคริปโต และเริ่มตัดสินใจผันตัวเข้ามาเป็นนักเทรด ก่อนจะเกิดแรงบันดาลใจในการเปิด Exchange เป็นของตนเอง ซึ่งในระหว่างนั้นคุณต้นได้รู้จักกับคุณท็อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว จึงได้เชิญให้คุณท็อปมาเข้ามาร่วมเปิดบริษัทคริปโตอย่างเป็นทางการด้วยกันนั่นเอง

 

Read more about:

Involve

เทรดคริปโตให้เป็นเรื่องง่าย

สวัสดี 🇹🇭 ประเทศไทย พวกเราขอใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. แล้วนะ

อ่านเพิ่มเติม
Sponsored

🔥 เป็นที่นิยมในปัจจุบัน

ราคา crypto

เข้าร่วมชุมชนของเรา

Engage with people also reading CryptoSiam and discuss about what’s going on right now in crypto space.

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ General

The merge

The Merge เกิดขึ้นแล้ว! มาดูกันผ่านไป 1 ช.ม. มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง?

ผ่านไปแล้ว 1 ชั่วโมงกับ 'The Merge' มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง? หลังการอัปเกรดครั้งประวัติศาสตร์ Ethereum ที่แฟนๆ รอคอย ที่บอกเลย ไม่ได้มีแค่ราคาที่เปลี่ยน!

Ethereum จะทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในเดือนกันยายน?

ราคา Ethereum หลังการอัปเกรด The Merge จะเป็นอย่างไร? จะสามารถพลิกแซงหน้า Bitcoin ได้หรือไม่?
ปริมาณบิทคอยน์ (Bitcoin) บน Exchange หดหนัก

ปริมาณบิทคอยน์ (Bitcoin) บน Exchange หดหนัก

ปริมาณบิทคอยน์ (Bitcoin) ที่คงเหลืออยู่บนกระเป๋าเงินในแพลตฟอร์ม Exchange นั้นน้อยลงเข้าไปทุกวัน ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้มักส่อแววว่าจะมี ‘ข่าวดี’
สุดช็อค! บริษัทคริปโต BlockFi เป็นหนี้ 1.8 พันล้านดอลลาร์

สุดช็อค! บริษัทคริปโต BlockFi เป็นหนี้ 1.8 พันล้านดอลลาร์

บริษัทคริปโต BlockFi เป็นหนี้อยู่สูงถึง 1.8 พันล้านดอลลาร์ แถมอาจจะขาดทุนได้อีก 600 ล้านดอลลาร์หลังจากนี้